เมื่อ Work-Life balance ไม่เวิร์ค ผมเลยใช้ชีวิตแบบ Work-Life integration แทน

Work-life_balance_to_Work-life_integration_MarachT.png
 

ผมเคยพยามทำชีวิตตัวเองให้มี Work-Life Balance แต่พอลองทำดูสักพักก็รู้สึกว่ามันไม่เหมาะกับตัวเรา

อะไรคือ Work-Life balance

ถ้าแปลตรงๆคือ สมดุลระหว่างการทำงานและชีวิต ซึ่งน่าจะหมายถึงการที่งานและชีวิตถูกจัดสัดส่วนอย่างชัดเจนและเหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น

เริ่มทำงานตอน 9 โมงเช้า เลิกงานตอน 6 โมงเย็น กลับบ้านตรงเวลา วันหยุดและเวลาที่เหลือใช้สำหรับทำสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ

ผมเคยมีชีวิตที่มี Work-Life Balance แต่ก็ทำให้มันไม่ค่อย balance เสียเอง

ผมเมื่อตอนทำงานที่ Touro College, NY รูปจาก เว็บไซต์  touro.edu

ผมเมื่อตอนทำงานที่ Touro College, NY รูปจาก เว็บไซต์ touro.edu

ตอนอายุยี่สิบกว่าๆ ผมเคยทำงานเป็น Computer lab technician ในมหาวิทยาลัยที่ New York อยู่พักหนึ่ง ที่พูดได้ว่ามี Work-Life Balance ดีมากๆ

หน้าที่ของผมคือลงโปรแกรมที่นักเรียนต้องใช้ในห้องคอมพิวเตอร์ คอยเปิดโปรเจคเตอร์ คอยช่วยเหลืออาจารย์ถ้ามีปัญหาเทคนิค คอยซ่อมคอม ฯลฯ

เป็นงานที่เราชอบ (ได้ช่วยคนอื่น + ได้เล่นคอม) เป็นงานที่ไม่หนัก เลิกงานตรงเวลา รายได้ไม่มากแต่วางแผนการใช้เงินได้เลยเหลือเก็บตลอด

แต่พอมานั่งคิดว่าถ้าผมจะต้องทำสิ่งที่ผมทำอยู่นี้ไปเรื่อยๆไปในระยะยาว ด้วยคุณค่าของงาน ด้วยเงินเดือน ด้วย career path ผมยังอยากที่จะพัฒนาไปให้มากกว่านี้

หลังจากที่คิดแบบนี้ได้ ผมก็เริ่มที่จะฝึกทักษะใหม่ๆเพิ่มเติม และทำงานพิเศษหารายได้เสริม ควบคู่กันไป ซึ่งแน่นอนว่าใช้เวลานอกเหนือจากเวลาทำงานปกติ

กลายเป็นว่า แทนที่จะเลือกมี Work-Life Balance ผมกลับเลือกที่จะทำตัวให้ยุ่งเสียเอง!

แต่การทำตัวเองให้ยุ่งแบบนั้นแหละ ที่ทำให้ผมได้งานเป็น Front End Developer และเป็นอาจารย์พิเศษสอนมหาวิทยาลัย ซึ่งแปลว่าผมยังได้ทำสิ่งที่ชอบ (เล่นคอม + ได้ช่วยเหลือคนอื่น) แต่มีคุณค่าและผลตอบแทนที่มากขึ้น

ทำไม Work-Life Balance ไม่เวิร์คสำหรับผม

Work-life_balance_Marach_Treekunprapa.png

Work-Life Balance ขีดเส้นแบ่ง Work | Life ซึ่งไม่ตรงกับชีวิตผม

แนวคิดของ Work-Life Balance มองว่า งานกับชีวิตอยู่กันคนละฝั่งของตาชั่ง และหน้าที่ของเราคือทำให้มันสมดุล โดยมองว่า

  • work = สิ่งที่เราไม่อยากทำ

  • life = สิ่งที่เราอยากทำ

ดังนั้นต้องระวังไม่ให้เราทำงานมากเกินไป เพื่อให้เราได้ใช้ชีวิตที่เราอยากใช้

แต่ในชีวิตผม work กับ life มันยังไม่ได้แยกจากกันขนาดนั้น

Work-Life Balance ไม่ทำให้ผมพัฒนาขึ้น

Work-Life Balance น่าจะเหมาะกับคนที่อยู่ใน mode maintenance มากกว่า กล่าวคือ พอใจในสถานะปัจจุบันของตัวเองแล้ว (ไม่ได้อยากจะดีขึ้นไม่ได้อยากจะแย่ลง) ทั้งในเรื่องการพัฒนาตัวเองหรือเรื่องของรายได้

แต่ด้วยความที่ผมยังอยากจะเรียนรู้และเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ การมีเวลาว่างอาจจะไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่ากับการที่ผมได้พัฒนาตัวเอง

อะไรคือ Work-Life Integration

Work-life_integration_MarachT.png

แปลตรงๆว่า “รวมงานกับชีวิตเข้าด้วยกัน” สำหรับผมมันคือการเลือก work ที่มันสอดคล้องกับ life แล้วปล่อยให้มันปนกันไปซะ

เอา life เป็นที่ตั้ง แล้วเลือก work ที่เหมาะ

ผมเชื่อในการช่วยเหลือคนอื่นและชอบเทคโนโลยี เลยใช้สิ่งเหล่านั้นเป็นเกณฑ์ในการเลือกงานมาตลอด

งานที่เคยทำ: พนักงานเสิร์ฟ บาร์เทนเดอร์ เจ้าหน้าที่ห้องคอมพิวเตอร์ในมหาวิทยาลัย นักออกแบบและเขียนเว็บไซต์ ติวเตอร์ อาจารย์พิเศษสอนมหาวิทยาลัย

แม้งานจะดูหลากหลายแต่ทุกงานมันตอบรับกับ life ของผม

ที่สำคัญคือ เมื่อไรที่ผมรู้สึกว่า work มันขัดกับ life (เช่น งานที่จำเป็นที่จะต้องเอาเปรียบหรือบังคับคนอื่น) ผมจะเลิกทำงานนั้น

เลิกแบ่งเวลาว่าจะ work หรือ life

พอเลือกงานที่เหมาะแล้ว ผมก็ไม่ต้องกังวลว่าจะทำงานเยอะเกินไป เพราะตอน work มันก็เติมเต็ม life เราไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ในเวลางานก็สนุก รู้สึกมีคุณค่า นอกเวลางานก็ยังทำงานเล็กๆน้อย และเรียนเพิ่มเติมเพื่อที่งานจะได้ดีขึ้น

ถ้าทำเยอะๆก็คงจะเหนื่อยแต่จะไม่รู้สึกอึดอัด พอพักเสร็จก็อยากจะรีบกลับมาทำงานต่อ

มีเวลาให้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

แนวคิด Work-Life Integration ทำให้ผมมีเวลาในการพัฒนาตัวเองมากขึ้น เพราะในแต่ละชั่วโมงของผม ผมสามารถที่จะทำทั้งสองอย่างได้ในเวลาเดียวกัน

ถ้าเรามี 10 ชั่วโมงเท่ากัน

  • WLB จะ work 5 ชั่วโมง และ life 5 ชั่วโมง

  • WLI จะ work ได้ถึง 10 ชั่วโมง และ life ได้ถึง 10 ชั่วโมง

ถ้าเชื่อในกฏ 10,000 ชั่วโมง (10,000-hour rule จากหนังสือ Outlier)

คนที่ประสบความสำเร็จระดับโลกในสายอาชีพต่างๆ (อย่าง Bill Gates หรือวง The Beatles) มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ “ฝึกทุ่มเทฝึกฝนทักษะอย่างถูกต้องยาวนานถึง 10,000 ชั่วโมง”

การที่ใช้เวลาในการ work มากขึ้นทำให้ผมพัฒนามากขึ้นและใกล้ความสำเร็จมากขึ้นด้วย

สรุป Work-Life Integration

ผมเลือกที่จะรวม work กับ life เข้าด้วยกันแล้วใช้เวลากับมันให้เต็มที่ โดย

  • เลือกทำงานที่เหมาะกับ `ความชอบ` และ `ความเชื่อ`

  • ไม่ต้องแบ่งเวลา work / life

  • เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

หลังจากที่ใช้แนวทางนี้มาสักพักก็พบว่ามันเวิร์คดี คือ รู้สึกสนุกกับงาน ภูมิใจในงานของตัวเอง พัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ

รู้สึกชอบที่ตัวเองรู้สึกแบบนี้

ถ้าวันหนึ่งรู้สึกว่า work กับ life มันไม่ไปด้วยกัน ก็จะไม่พยายาม balance มัน แต่คงจะเลือก life เอาไว้แล้วหา work ใหม่มา integrate แทน

 
Marach Treekunprapa